ติวคณิตศาสตร์ออนไลน์

เรื่องราวออนไลน์ของคณิตศาสตร์กับติวเตอร์

11 เหตุผลที่ต้องกวดวิชา

2010/11/30 by · No Comments · Uncategorized

ท่านผู้อ่านเคยสงสัยกันไหมว่าทำไมเด็กมัธยมไทยถึงใช้เวลาว่างไปในการกวดวิชากันค่อนข้างมาก บางครั้งเมื่อเลิกเรียนตอนบ่ายแล้วก็ต้องรีบไปสยามให้ทันคอร์สกวดวิชา ฟิสิกส์ เสร็จแล้วก็รีบไปเรียนต่อคอร์สคณิตศาสตร์ที่อีกตึกนึงซึ่งห่างออกไปเกือบกิโล ทำเช่นนี้ซ้ำๆเป็นกิจวัตรประจำวัน บางครั้งมากกว่า 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งอันนี้ยังไม่รวมวันเสาร์อาทิตย์ที่บางคนถึงขั้นต้องออกไปเรียนกันตั้งแต่เช้ายันมืดเลยทีเดียว

ทั้งๆที่เด็กหลายๆคน ก็ไม่ได้เรียนย่ำแย่อะไร กลับกัน เด็กหลายๆคนที่กวดวิชากันหนักๆนั้นเป็นกลุ่มท้อปของห้องเสียด้วยซ้ำ และตรงกันข้าม เด็กที่ไม่เอาดีทางด้านการเรียน (ที่หลายคนเรียกว่าเด็กเกเร) ก็แทบจะไม่กวดวิชากันเลย มันเกิดอะไรขึ้นกัน มาลองดูเหตุผลที่ต้องเรียนกวดวิชาที่ผมได้รวบรวมมาจากหลายๆที่นะครับ

1. ไม่ชอบครูผู้สอน
2. เรียนในห้องเรียนไม่รู้เรื่อง
3. เรียนในห้องเรียนไม่ทันเพื่อน
4. เรียนทันเพื่อนอยู่แล้ว แต่กลัวเพื่อนจะแซง
5. เรียนได้ที่ 1 ของโรงเรียนอยู่แล้ว แต่อยากเก่งกว่าที่ 1 ของโรงเรียนอื่น
6. มาตรฐานแต่ละโรงเรียนต่างกัน
6. อยู่บ้านเฉยๆบางทีก็เบื่อ
7. กวดวิชาได้เจอเพื่อนใหม่ๆ
8. ผู้ปกครองให้ไปเรียน
9. มีความเชื่อว่าเรียนเยอะไว้ก่อนได้เปรียบ
10. เรียนตามเพื่อน
11. ต้องการสูตรลัดที่โรงเรียนไม่สอน

จริงๆแล้ว มีเหตุผลมากกว่านี้อีกเยอะนัก แต่ส่วนมากก็จะมุ่งไปในทิศทางเดียวกันคือ เรียนเพราะอยากเข้าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง คณะที่มีชื่อเสียง ที่จำกัดปริมาณของผู้เข้าเรียน ประเภทว่าคนสมัครเป็นหมื่นแต่รับได้ร้อยคน จึงทำให้เกิดการแข่งขันสูงมาก การอยู่เฉยๆ หรือเรียนแค่วันละ 6 ชั่วโมงตามหลักสูตร ย่อมไม่เพียงพอต่อการแข่งขันแน่นอน ยิ่งเพื่อนๆที่เป็นคู่แข่ง เรียนเอาๆ ซึ่งเปรียบได้กับม้าแข่งที่ จ้ำไม่หยุด แล้วเราจะมามัวเป็นม้าแข่งที่จ้ำๆหยุดๆได้อย่างไร

ในบางครั้งการเรียนกวดวิชามาราธอนมากเกินไป แทนที่จะส่งผลดี กลับส่งผลร้ายให้กับตัวผู้เรียนอย่างจัง นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว ส่วนที่สำคัญอย่างนึงคือ มันจะไม่รู้จริง เนื่องจากโครงสร้างสมองของมนุษย์ โดยเฉพาะช่วงอายุ 14-17 ปี มักจะมีสมาธิที่สามารถจดจ่ออยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ประมาณไม่เกิน 30 นาที แล้วแต่บุคคล หากมากกว่านั้นแล้ว จะเกิดอาการ สมาธิหลุด เอาดื้อๆได้ ซึ่งไม่ส่งผลดีแน่ๆ อุตส่าห์มาเรียนกวดวิชาเพราะว่าเรียนตามเพื่อนไม่ทัน แต่ดันมาสมาธิหลุดในโรงเรียนกวดวิชาทำให้ตามเพื่อนที่กวดวิชาไม่ทันอีก วิธีแก้ปัญหานี้ไม่ยาก แต่บางครั้งสภาพแวดล้อมก็ไม่เอื้ออำนวยนัก วิธีที่ว่านี้คือ พักเบรค สัก 10-20 นาที เพื่อให้สมองหายล้า และกลับมาพร้อมเรียนต่ออีกรอบนึง วิธีนี้สามารถเอาไปใช้ได้กับทุกเรื่อง ไม่จำกัดเฉพาะกับการเรียนกวดวิชากันนะครับ

เขียนไปเขียนมาชักออกทะเล ขอจบไว้เท่านี้ก่อนล่ะกันครับ

Tags: ········

เคล็ดลับวิธีเรียนคณิตศาสตร์ให้เก่ง

2010/11/01 by · No Comments · Uncategorized

math

จะมีวิธีการเรียนคณิตศาสตร์ให้เก่งอย่างไร มาศึกษาวิธีดูกันนะค่ะ

เคล็ดลับวิธีเรียนคณิตศาสตร์ให้เก่ง

เป็นที่สงสัยกันว่าเด็กที่เก่งวิชาคณิตศาสตร์ ส่วนมากได้จากพรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่เกิด หรือพรแสวงที่ขยันทุ่มเท คำตอบคือ จำเป็นทั้งสองอย่าง ถึงแม้ว่าเด็กที่มีพรสวรรค์ ก็ไม่สามารถเรียนคณิตศาสตร์เก่งได้หากขาดพรแสวง เพราะคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ต้องอาศัยชั่วโมงบิน ผ่านการทำโจทย์คณิตศาสตร์มาอย่างโชกโชนถึงจะเรียนเก่งได้ ในทางกลับกัน หากเด็กที่ขยันทุ่มเท แต่ขาดทักษะในการคิดวิเคราะห์ จับสูตรนู้นมาใส่สูตรนี้ ถึงแม้ว่าจะทำโจทย์พื้นฐานได้ แต่ถ้าเจอโจทย์พลิกแพลงก็ไปไม่รอดเหมือนกัน ในวันนี้มีเคล็ดลับวิธีเรียนคณิตศาสตร์ให้เก่ง มาดูกันครับ

เคล็ดลับเก่งคณิตศาสตร์

1. ไม่มองข้ามนิยามต่างๆ
ถึงแม้ว่าจะอ่านนิยามต่างๆเป็นสิบรอบแล้วก็ยังงงเหมือนเดิม ก็ต้องทำความเข้าใจกับมันอยู่ดี เพราะมันเป็นพื้นฐานที่สำคัญของคณิตศาสตร์ สูตรทุกสูตรไม่ว่าจะเป็นสูตรมาตรฐานหรือสูตรลัด ต่างคิดขึ้นมาจากนิยามทั้งนั้น หากรู้นิยามแล้ว หากไม่มีสูตรก็สามารถแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ได้ หรือแม้กระทั่งคิดสูตรลัดส่วนตัวขึ้นมาเอง ก็ย่อมได้

2. เข้าใจทฤษฎีบท สูตร หรือสมบัติต่างๆ และพลิกแพลงใช้ให้เป็น
ทฤษฎี บท สูตร หรือสมบัติต่างๆ นั้นคือสิ่งเดียวกัน ซึ่งหมายถึงข้อเท็จจริงที่ต้องมีการพิสูจน์และยอมรับว่าเป็นจริง จึงจะนำมาใช้ได้ ซึ่งต่างจากบทนิยามเพราะบทนิยามเป็นสิ่งที่กำหนดขึ้นมาให้ยอมรับร่วมกันโดย ไม่ต้องพิสูจน์
หลายคนเรียนคณิตศาสตร์ไม่เข้าใจเพราะเป็นกังวลกับการท่องจำสูตร ซึ่งแท้จริงแล้วการจำสูตรหรือทฤษฎีได้หรือไม่นั้นเป็นเรื่องรอง แต่เรื่องหลักที่ต้องให้ความสำคัญก่อนจะเริ่มจำสูตรคือ จะต้องเข้าใจว่า ทฤษฎีบทนี้ใช้เมื่อใด? และใช้อย่างไร?

3. ท่องจำบ้างในบางโอกาส แต่เอาเฉพาะที่จำเป็น
อย่างน้อยๆก็ต้องจำนิยามหรือสูตรเบื้องต้นต่างๆ โดยควรจำอย่างมีเทคนิคและเป็นระบบ อย่าจำวิธีแก้สมการ เพราะถ้าเจอโจทย์ที่ถามอย่างอื่นมาแล้วจะถึงขั้นไปไม่เป็นเลยทีเดียว

4. ฝึกทำโจทย์บ่อยๆ
การฝึกทำโจทย์บ่อยๆนั้นใช้ได้ในชีวิตจริงและในวิชาเรียนทุกๆวิชา โดยเฉพาะวิชาทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ถ้าหมั่นฝึกฝนบ่อยๆ จะช่วยให้จำน้อยลง เพราะเทคนิคหรือนิยามต่างๆจะถูกฝังเข้าไปในหัวเราแบบอัตโนมัติ แบบที่ไม่ต้องท่องก็จำได้ แล้วการแก้ปัญหาโจทย์มากๆ ยังช่วยให้ความสามารถในการแก้ปัญหาของเราสูงขึ้นด้วย ไม่ใช่แค่ในเรื่องการเรียน แต่รวมถึงเรื่องทั่วๆไปในชีวิต ที่เราสามารถแก้ปัญหาได้ดีขึ้นด้วย

5. เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์
โดยส่วนมากแล้ว แต่ละปัญหาจะมีวิธีแก้หลายวิธี และนักแก้ปัญหาที่ดีจะต้องมีความยืดหยุ่น สามารถมองถึงว่ามีกี่วิธีที่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียอย่างไร และดึงวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดมาใช้ จะทำให้เกิดผลสำเร็จสูงสุด

6. ฝึกวินัย
นอนให้ตรงเวลา เข้าเรียนให้ตรงเวลา ทำการบ้านทุกวัน อย่าผลัดวันประกันพรุ่งโดยคิดว่าอ่านวันหลังก็ได้ ทำทีหลังก็ได้ เพราะว่ามันจะทำให้ติดเป็นนิสัย แล้วจนแล้วจนรอดที่ผลัดไว้ก็ไม่ได้ทำสักที หรือไม่ก็มาทำเอาวันสุดท้ายหลายๆงาน ทำให้งง ความรู้ตีกันวุ่น จนสุดท้ายก็เกิดความคิดว่า รู้งี้ทำซะตั้งแต่วันแรกแล้ว

เคล็ดลับวิธีเรียนคณิตศาสตร์ให้เก่งนี้ หวังว่าจะเป็นบทความที่เป็นประโยชน์กับน้องๆ ให้นำไปใช้กันเพื่อที่จะทำให้เรียนวิชาคณิตศาสตร์ได้เก่งถึงขั้นลึกซึ้งกัน นะครับ ถ้าหากทำครบทุกข้อแล้ว อย่าเอาแค่เก่งเลย น้องๆสามารถสมัครเป็นตัวแทนไปแข่งคณิตศาสตร์โอลิมปิกได้ด้วยซ้ำครับ

Tags: ····

“อิกโนเบล 2010″ งานวิจัยคิดได้ไง

2010/10/03 by · No Comments · Uncategorized

Ig Nobels

มาแล้ว “อิกโนเบล 2010″ งานวิจัยคิดได้ไง… อาการหอบบรรเทาด้วยรถไฟเหาะ เจ็บปวดก็ด่าออกมาบ้าง ส่วนสาขาอื่นๆ จะฮาหรือไม่ฮาพิจารณาดูได้ แต่ถ้ากลายเป็นแรงใจให้ใครไปสร้างสรรค์ไอเดียเด็ดๆ หรือเก็ตเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็สมเจตนาผู้จัดงานอย่างแน่แท้

ก่อนสัปดาห์ประกาศผลโนเบล อันเป็นรางวัลเกียรติยศระดับโลกแห่งวงวิชาการ จะต้องมี “อิกโนเบล” ออกมาตัดหน้าสร้างสีสันกันไปก่อนเสมอ โดย “อิกโนเบลประจำปี 2010″ (the 2010 Ig Nobel Prizes) นี้จัดขึ้นไปแล้ว ณ แซนเดอร์ส เธียเตอร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา เมื่อค่ำคืนวันที่ 30 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น

การมอบรางวัลครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นปีที่ 20 แล้ว โดยมีงานวิจัยที่ได้รับการเสนอชื่อถึง 7,000 ชิ้น แต่สุดท้ายแล้วก็คัดหลุดรอดมาจนเหลือเพียงแค่ 10 สาขาเท่านั้น ซึ่งมอบให้นักวิจัยอาชีพ และที่ไม่ใช่นักวิจัย แต่บังเอิญสร้างองค์ความรู้อันแสนน่ารักให้แก่ชาวโลก

เช่นเดิม ผู้ที่ได้รับรางวัล จากหลายชาติทั้งนิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ เม็กซิโก อิตาลี อังกฤษ และอเมริกา ถ้าต้องการจะมาร่วมพิธีรับรางวัลต่างก็ต้องลงทุนควักกระเป๋าตัวเอง

“ทำไมจะไม่มาล่ะ” ริชาร์ด สตีเฟนส์ (Richard Stephens) นักจิตวิทยา ผู้ดั้นด้นเดินทางมาจากมหาวิทยาลัยคีล (Keele Unviersity) ในประเทศอังกฤษ ที่อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลก็เพราะต้องการเข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองที่น่าจดจำ ดังนั้นเขาจึงไม่อิดออดที่จะตอบตกลงในการเดินทางมาด้วยตัวเอง

สตีเฟนส์ผู้นี้ ได้รับรางวัลอิกโบล 2010 ในสาขา “สันติภาพ” ผู้พิสูจน์ให้เห็นว่าการกล่าวคำสบถ หยาบคายออกมาจะช่วยบรรเทาและอดทนต่อความเจ็บปวดที่เจ้าตัวกำลังเผชิญได้ดีขึ้น

ผู้ชนะจะได้รับอนุญาตให้พูดบนเวทีขณะรับรางวัลเพียงแค่คนละ 60 วินาที โดยมีผู้ได้รับรางวัลโนเบลอย่างเป็นทางการเป็นผู้เชิญรางวัล

“นักวิทยาศาสตร์ทำตัวเองให้เคร่งเครียดเกินไป” คำบอกของคารินา เอซเวโด-ไวท์เฮาส์ (Karina Acevedo-Whitehouse) จากสัตววิทยาสมาคมแห่งลอนดอน (Zoological Society of London) ผู้ได้รับรางวัลในสาขาวิศวกรรม เพราะเธอและเพื่อนร่วมทีมได้นำเสนอวิธีการเก็บน้ำมูกของวาฬเพื่อศึกษาโรคใน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

ทีมงานของคารินาใช้วิธีง่ายๆ เพียงแค่ติดจานเพาะเชื้อไว้ที่เฮลิคอปเตอร์บังคับวิทยุ แล้วพาบินไปใกล้ๆ วาฬ เมื่อวาฬพ่นน้ำเพียงแค่นี้ก็จะได้ตัวอย่างน้ำมูกอย่างง่ายดาย (ชมคลิปสาธิตการทำงานของคารินา http://www.youtube.com/watch?v=-iaFAPybD0M)

คารินาบอกว่า รางวัลที่เธอได้รับครั้งนี้ จะกลายเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เผยแพร่แนวคิดของเธอต่อสาธารณชน ให้รู้สึกสนุกสนานกับงานวิจัย

“คนส่วนใหญ่ทั่วไปไม่สนใจวิทยาศาสตร์ ถือเป็นเรื่องเศร้ามาก” ไดแอน เกนดรอน ผู้ร่วมทีมกับคารินาบอกผ่านเว็บไซต์ไลฟ์ไซน์ดอทคอม เธอเชื่อว่าการมอบรางวัลแบบนี้ นับเป็นโอกาสอันดีที่จะสื่อถึงผู้ที่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ และโดยเฉพาะเด็กๆ

อย่างไรก็ดี ก่อนที่ทั้งคู่จะได้รับแจ้งว่าพวกเธอได้รับรางวัลครั้งนี้ ผู้ชนะในสาขาต่างๆ หลายคนก็ปฎิเสธที่จะรับหรือมีส่วนกับรางวัล “อิกโนเบล” เพราะเกรงว่าจะทำให้เสียภาพลักษณ์

“แรกทีเดียวพวกเราคิดว่ามันเป็นเรื่องตลก พวกเราไม่เชื่อเสียด้วยซ้ำ” คำเปิดใจของอิลยา ฟาน บีสต์ (Ilja van Beest) แห่งมหาวิทยาลัยอัมส์เสืบค้นรางวัลนี้ในกูเกิล ก็ตัดสินใจได้ว่าควรจะเดินทางมารับรางวัล และก็สนุกสนานกับการพบปะผู้ได้รับรางวัลท่านอื่นๆ

งานวิจัยของทั้งคู่เกิดจากการสังเกตว่า อาการของโรคหืดหอบจะบรรเทาลง เมื่อผู้ป่วยได้นั่งรถไฟเหาะตีลังกา

แม้ว่างานวิจัยเหล่านี้จะฟังดูขำๆ เพี้ยนๆ แต่รายงานการค้นพบหรือพิสูจน์ต่างๆ ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนวิธีวิจัย และมีการตีพิมพ์จริงตามวารสารวิทยาศาสตร์

“สิ่งที่พวกเราทำไม่มีอะไรสนุกเลย” คำรำพันของเอริก อดัมส์ (Eric Adams) จากเอ็มไอที เขาได้รับรางวัลในสาขาเคมี ที่ค้นพบว่า ในที่สุดแล้วน้ำก็เข้ากับน้ำมันได้ โดยงานวิจัยของเขาได้ตรวจดูพฤติกรรมของหยดน้ำมัน ระหว่างที่หกหล่น

การทำงานจับจ้องดูหยดน้ำมัน ที่อดัมส์อ้างว่าเคร่งเครียดนี้ กลับกลายเป็นได้ข้ออธิบายซักค้านปรากฎการณ์ที่ขบขำ

ขณะเดียวกันคณะกรรมการรางวัลอิกโนเบลก็ยังตัดสินใจมอบรางวัลให้แก่ “บริติชปิโตรเลียม” หรือบีพี (BP Corporation) ในฐานะผู้สนับสนุนงานวิจัย และยังช่วยกระตุ้นให้มีการศึกษาเรื่องน้ำมันกับน้ำ จากเหตุน้ำมันรั่วบริเวณอ่าวเม็กซิโก

ที่สำคัญ ยังมีอีกหลายคนที่ได้รับรางวัลเกียรติยศ (อันน่าภาคภูมิใจ อย่างยิ่ง?) ในสาขาเศรษฐศาสตร์ ได้แก่ เหล่าผู้บริหารของโกล์ดแมนแซคส์, เอไอจี, เลห์แมน บราเธอร์ส, แบร์ สเติร์นส์, เมอร์ริลล์ ลินช์, และ แม็กเนตาร์ ในฐานะที่สร้างและผลักดันวิธีการลงทุนแนวใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำให้ภาคการเงินเติบโตถึงขึ้นสูงสุด และหดเล็กลงในเวลาต่อมา … น่าเสียดายที่ผู้บริหารองค์กรเหล่านี้ล้วนปฏิเสธที่จะเข้ารับรางวัล

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ได้รับรางวัลอีก อาทิ ภาพบันทึกการผสมพันธุ์ของค้างคาวกินผลไม้ ที่พบว่าถ้าค้างคาวทำออรัลไปด้วย จะทำให้ยืดเวลาของการผสมพันธุ์นานขึ้น หรืองานวิจัยด้านสุขภาพ ที่เก็บข้อมูลจากห้องแล็บจนพบว่า นักวิทยาศาสตร์ที่ไว้หนวดจะเสี่ยงอันตรายจากจุลชีพมากกว่า โดยเฉพาะถ้าต้องเข้าห้องทดลองกับตัวพวกนี้

หรือถ้าใครคิดไม่ตกว่าในช่วงหน้าหนาวจะต้องเดินหรือใส่รองเท้าแบบไหน ไม่ให้ลื่นหกล้มบนน้ำแข็ง ผู้ชนะสาขาฟิสิกส์ก็นำเสนออย่างง่ายดาย เพียงแค่สวมถุงเท้าหุ้มรองไว้ (จะใส่ไว้ในรองเท้าทำไม) แค่นี้เดินยังไงก็ไม่มีทางลื่นล้ม

งานวิจัยเหล่านี้จะได้รับการตีพิมพ์ลงในนิตยสารประจำปีที่ชื่อว่า “งานวิจัยที่ไม่น่าจะลอกเลียนแบบได้” (Annals of Improbable Research) โดยมีจุดประสงค์เพื่อต้องการเผยแพร่ความคิดทางวิทยาศาสตร์ในรูปแบบขบขำ เพลิดเพลิน ซึ่งนิตยสารฉบับนี้มีแนวทางชัดเจนว่า “ให้คนหัวเราะก่อน แล้วจะทำให้พวกเขาได้คิดตามมา”

——————————————————————————–

สรุปรางวัลอิกโนเบล 2010 ในสาขาต่างๆ พร้อมงานวิจัยจริงๆ ของพวกเขา ใครสนใจค้นคว้าเพิ่มเติมไปหาอ่านกันได้ตามที่เราได้แนบรายงานอ้างอิงไว้ใน แต่ละสาขา

สาขาวิศวกรรม : คารินา เอซเวโด-ไวท์เฮาส์, อังเนส โรชา-กอสเซลิน และไดแอน เกนดรอน ทั้ง 3 ร่วมกันพัฒนาวิธีการเก็บน้ำมูกวาฬ โดยควบคุมผ่านเฮลิคอปเตอร์

REFERENCE: “A Novel Non-Invasive Tool for Disease Surveillance of Free-Ranging Whales and Its Relevance to Conservation Programs,” Karina Acevedo-Whitehouse, Agnes Rocha-Gosselin and Diane Gendron, Animal Conservation, vol. 13, no. 2, April 2010, pp. 217-25.

สาขาการแพทย์ : ไซมอน รีตเวล์ด และ อิลยา ฟาน บีสต์ ที่สังเกตอาการของผู้ป่วยหอบหืดที่เล่นรถไฟเหาะตีลังกา

REFERENCE: “Rollercoaster Asthma: When Positive Emotional Stress Interferes with Dyspnea Perception,” Simon Rietveld and Ilja van Beest, Behaviour Research and Therapy, vol. 45, 2006, pp. 977-87.

สาขาการวางแผนคมนาคม : จากญี่ปุ่นคือ โตชิยูกิ นาคากากิ, อัตซูชิ เทโร, ไซอิจิ ทากากิ, เท็ตสึ ไซกูซะ, เคนทาโร อิโตะ, เคนจิ ยูมิกิ, เรียว โคบายาชิ และจากสหรราชอาณาจักร คือแดน เบบเบอร์, มาร์ก ฟริเกอร์ พวกเขาใช้ราเมือก (slime mold) พิจารณาความเหมาะสมในการวางเส้นทางรางรถไฟ

REFERENCE: “Rules for Biologically Inspired Adaptive Network Design,” Atsushi Tero, Seiji Takagi, Tetsu Saigusa, Kentaro Ito, Dan P. Bebber, Mark D. Fricker, Kenji Yumiki, Ryo Kobayashi, Toshiyuki Nakagaki, Science, Vol. 327. no. 5964, January 22, 2010, pp. 439-42.

(** ทีมวิจัยคณะใหญ่ชุดนี้ เคยได้รับอิกโนเบลไปแล้วครั้งหนึ่งในปี 2008 โดยพวกเขาสามารถสาธิตให้เห็นว่า “ราเมือก” ที่พวกเขาศึกษาอย่างจริงจังนั้น สามารถช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้)

สาขาฟิสิกส์ : ไลแอนเน่ พาร์กิน, เชียอิลา วิลเลียมส์ และแพทริเซีย เพรียสต์ ทั้ง 3 นำเสนอวิธีการที่จะไม่ลื่นหกล้มบนแผ่นน้ำแข็งในฤดูหนาว ก็เพียงแค่ใส่ถุงเท้าหุ้มรองเท้าเอาไว้ก็สิ้นเรื่อง !!

REFERENCE: “Preventing Winter Falls: A Randomised Controlled Trial of a Novel Intervention,” Lianne Parkin, Sheila Williams, and Patricia Priest, New Zealand Medical Journal. vol. 122, no, 1298, July 3, 2009, pp. 31-8.

สาขาสันติภาพ : ริชาร์ด สตีเฟนส์, จอห์น อัตคินส์ และแอนดริว คิงส์ตัน พวกเขาค้นพบว่า ด่าบ้างระบายอารมณ์บ้าง จะช่วยบรรเทาความเจ็บปวด

(**คำเตือนจากเรา : ระวังอย่าไปด่าคนอื่นเข้าจะกลายเป็นทำลายสันติภาพแทน)

REFERENCE: “Swearing as a Response to Pain,” Richard Stephens, John Atkins, and Andrew Kingston, Neuroreport, vol. 20 , no. 12, 2009, pp. 1056-60.

สาขาสาธารณสุข : มานูเอล บาร์ไบโต, ชาร์ลส์ แมธิวส์ และลาร์รี เทย์เลอร์ พวกเขาพบว่า พวกจุลชีพในห้องแล็บต่างปีนป่ายเข้าไปซุกซ่อนตามหนวดของนักวิทยาศาสตร์ ดังนั้นนักวิทย์ที่ไว้หนวดระวังอันตรายจากสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เหล่านี้ด้วย

REFERENCE: “Microbiological Laboratory Hazard of Bearded Men,” Manuel S. Barbeito, Charles T. Mathews, and Larry A. Taylor, Applied Microbiology, vol. 15, no. 4, July 1967, pp. 899-906.

สาขาเศรษฐศาสตร์ : บรรดา ผู้บริหารและผู้อำนวยการของโกล์ดแมนแซคส์, เอไอจี, เลห์แมน บราเธอร์ส, แบร์ สเติร์นส์, เมอร์ริลล์ ลินช์, และ แม็กเนตาร์ ในฐานะที่สร้างและผลักดันวิธีการลงทุนแนวใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำให้ภาคการเงินเติบโตถึงขีดสุด และตกต่ำลงอย่างที่สุด

REFERENCE: ค้นหาข่าวย้อนหลังอ่านกันได้เลย มีอยู่มากมายทั่วโลก

สาขาเคมี : เอริก อดัมส์, สก็อตต์ โซโคโลฟสกี และสตีเฟน มาซูทานี ที่พิสูจน์ค้านแนวคิดที่ว่า น้ำกับน้ำมันเข้ากันไม่ได้ งานวิจัยชิ้นนี้สนับสนุนโดยบีพี

REFERENCE: “Review of Deep Oil Spill Modeling Activity Supported by the Deep Spill JIP and Offshore Operator’s Committee. Final Report,” Eric Adams and Scott Socolofsky, 2005.

สาขาการจัดการ : อเลซซานโดร พูลชิโน, อันเดรีย ราพิซาร์ดา และเคซาเร กาโรฟาโล พวกเขาแสดงให้เห็นในทางคณิตศาสตร์ว่า องค์กรจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากเลื่อนขั้นพนักงานโดยการสุ่ม (หรือตามใจเจ้านาย)

REFERENCE: “The Peter Principle Revisited: A Computational Study,” Alessandro Pluchino, Andrea Rapisarda, and Cesare Garofalo, Physica A, vol. 389, no. 3, February 2010, pp. 467-72.

สาขาชีววิทยา : ทีมวิจัยจากจีน ลิเปียว เจี้ยง, มิน ตัง, กว่างเจี้ยน จู, เจี้ยนผิง อี้, ตี้อู๋ ฮอง, ซานอี เจียว, ซูอี เจี้ยง และการเร็ธ โจนส์ ที่พวกเขาสามารถบันทึกภาพยนตร์สารคดีทางวิทยาศาสตร์ของค้างคาวกินผลไม้ขณะทำออรัลเซ็กซ์ (ดูคลิปค้างคาว http://www.youtube.com/watch?v=1ERJ_O1Ze40)

REFERENCE: “Fellatio by Fruit Bats Prolongs Copulation Time,” Min Tan, Gareth Jones, Guangjian Zhu, Jianping Ye, Tiyu Hong, Shanyi Zhou, Shuyi Zhang and Libiao Zhang, PLoS ONE, vol. 4, no. 10, e7595.

Tags: ····

การท่องจำ vs การจดจำ

2010/09/28 by · No Comments · Uncategorized

บทความโดย รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์

ครูคิดว่าสอนให้นักเรียนท่องจำนั้นไม่ดี…สอนให้เข้าใจจะดีกว่า…หรือ สอนการหาความรู้โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้อยู่กับตัว… นักเรียนเลย ไม่ชอบการจำ…จำไม่ได้ว่าได้เรียนรู้อะไร…จำไม่ได้ว่าหาความรู้ได้ที่ไหน…ไม่มีความรู้อยู่กับตัว… เมื่อถึงคราวที่ต้องใช้ความรู้อย่างรวดเร็วจึงมีการตอบสนองเหมือนคนไม่มีความรู้หรือไม่มีการศึกษาทั้ง ๆ ที่มีปริญญา… การท่องจำทำให้ระลึกได้อย่างเร็ว มีการตอบสนองอย่างเป็นอัตโนมัติ…กลับมาท่องอาขยาน อ่านนิทานร้อยบรรทัดกันดีกว่า…

การเรียนแบบท่องจำนั้นถูกโจมตีจากนักการศึกษาในปัจจุบันว่าไม่สร้างปัญญา ให้กับผู้เรียน เป็นการสอนแบบเก่า ล้าสมัย นักเรียนท่องเนื้อหาที่เรียนได้แบบนกแก้วนกขุนทองโดยไม่รู้ความหมายเป็นสิ่งไม่ดีในกระบวนการของการเรียนการสอน ดังนั้นการท่องบทอาขยาน อ่านนิทานร้อยบรรทัด จึงไม่มีในหลักสูตรและการเรียนการสอนในปัจจุบัน ความคิดนี้ถูกสั่งสอนถ่ายทอดไปยังอาจารย์มหาวิทยาลัยในคณะศึกษาศาสตร์และ ครุศาสตร์ที่เป็นครูของนักศึกษาครูซึ่งเป็นผู้ที่จะจบออกไปเป็นครู และสุดท้ายกระบวนการไม่ชอบการจำถูกถ่ายทอดไปถึงนักเรียน และไปถึงประชาชน คนไทยเลยไม่ชอบจำ และมีทัศนะไม่ดีต่อการจำ รวมทั้งไม่สนใจเรื่องราวที่ต้องใช้ความจำ เช่น ประวัติศาสตร์ อีกด้วย

ความสับสนระหว่างการสอนให้ “ท่องจำ” กับการสอนให้ “จดจำ” ของครูจึงเกิดขึ้น ส่งผลให้นักเรียนไม่ชอบการจำและคิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องจำ การสอนให้จำไม่สำคัญเท่ากับการสอนให้เข้าใจ ยิ่งปัจจุบันมีคอมพิวเตอร์ช่วยบันทึกข้อมูลช่วยจำได้มาก และมี Internet ช่วยสืบค้นจากฐานข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วจึงสนับสนุนการ “ไม่ท่องจำ” และ “ไม่จดจำ” ขึ้นมาอีก เดี๋ยวนี้หลายคนจำเบอร์โทรศัพท์ที่สำคัญของตัวเองไม่ได้ เพราะบันทึกไว้ในเครื่องโทรศัพท์ให้ช่วยจำไว้ให้ เมื่อเครื่องโทรศัพท์มีปัญหาหรือสูญหายก็ไม่สามารถติดต่อใครได้เพราะไม่ได้ จำไว้ในสมอง

กระบวนการเรียนการสอนปัจจุบันไม่ให้ความสำคัญของการจำ นักเรียนจึงไม่มีความรู้ติดตัว ไม่มีอะไรในสมอง เรียนจบก็ผ่านไป ไม่จดจำอะไรไว้จำไม่ได้ว่าความรู้อยู่ที่ไหน รวมทั้งจำไม่ได้ว่าได้เคยเรียนรู้อะไรและอย่างไรอีกด้วย เมื่อถึงคราวที่ต้องใช้ความรู้อย่างทันทีทันใด จึงมีการตอบสนองเหมือนคนไม่มีความรู้หรือเป็นคนไม่มีการศึกษาทั้ง ๆ ที่จบปริญญา หรือมีประกาศนียบัตรรับรองความรู้ความสามารถจากสถาบันการศึกษา

ตัวอย่างบทอาขยานฝึกการท่องจำ

คนรุ่นใหม่ไม่รู้จักบทอาขยานข้างล่างนี้ บทอาขยานช่วยฝึกสมองและส่งเสริมการจำได้อย่างดีดังตัวอย่างต่อไปนี้

วิชาเหมือนสินค้า


วิชาเหมือนสินค้า อันมีค่าอยู่เมืองไกล

ต้องยากลำบากไป จึงจะได้สินค้ามา

จงตั้งเอากายเจ้า เป็นสำเภาอันโสภา

ความเพียรเป็นโยธา แขนซ้ายขวาเป็นเสาใบ

นิ้วเป็นสายระยาง สองเท้าต่างสมอใหญ่

ปากเป็นนายงานไป อัชฌาสัยเป็นเสบียง

สติเป็นหางเสือ ถือท้ายเรือไว้ให้เที่ยง

ถือไว้อย่าให้เอียง ตัดแล่นเลี่ยงข้ามคงคา

ปัญญาเป็นกล้องแก้ว ส่องดูแถวแนวหินผา

เจ้าจงเอาหูตา เป็นล้าต้าฟังดูลม

ขี้เกียจเป็นปลาร้าย จะทำลายให้เรือจม

เอาใจเป็นปืนคม ยิงระดมให้จมไป

จึงจะได้สินค้ามา เป็นวิชาอันพิสมัย

จงหมั่นมั่นหมายใจ อย่าได้คร้านการวิชา

หมายเหตุ ล้าต้า คือคนถือบัญชีเรือสำเภา

การใช้คำ “บัน” และคำ “บรร”

บันดาล ลงบันได บันทึกให้ ดูจงดี

รื่นเริง บันเทิงมี บันลือลั่น สนั่นดัง

บันโดย บันโหยไห้ บันเหินไป จากรวงรัง

บันทึง ถึงความหลัง บันเดินนั่ง นอนบันดล

บันกวด เอาลวดรัด บันจวบจัด ตกแต่งตน

คำ “บัน” นั้นฉงน ระวังปน กับ ร หัน

บรรจุ อีกบรรดา บรรเทามา หาบรรยาย

บรรลุ ไม่วุ่นวาย บรรลัยตาย บรรเจิดงาม

บรรจบ บรรทมนอน บรรจงก่อน บรรหารตาม

บรรทัด บรรทุกน้ำ บรรพตข้าม บรรพชา

การใช้สระ “ใ ” (สระไอไม้ม้วน)


ผู้ใหญ่ หาผ้าใหม่ ให้สะใภ้ ใช้คล้องคอ

ใฝ่ใจ เอาใส่ห่อ มิหลงใหล ใครขอดู

จะใคร่ ลงเรือใบ ดูน้ำใส และปลาปู

สิ่งใด อยู่ในตู้ มิใช่อยู่ ใต้ตั่งเตียง

บ้าใบ้ ถือใยบัว หูตามัว มาใกล้เคียง

เล่าท่อง อย่าละเลี่ยง ยี่สิบม้วน จำจงดี

จากการท่องจำคำที่ใช้การสกดด้วย “บัน” หรือ “บรร” และการใช้ “สระไอไม้ม้วน” สามารถท่องจำและนำไปใช้ได้อย่างทันทีทันใด

นอกจากนี้การท่องสูตรคูณ ก็จัดว่าเป็นการเรียนแบบท่องจำอีกเช่นกัน เพราะคนที่ท่องได้อาจไม่เข้าใจความหมายของสิ่งที่ท่องจำ แต่อย่างไรก็ตาม การท่องจำนั้นยังมีประโยชน์ในการเรียนการสอนเพราะเป็นการเสริมสร้างระบบการ ตอบสนองอย่างทันทีทันใดให้กับผู้เรียน และเป็นการเรียนรู้ที่ง่ายมาก และที่สำคัญการเรียนรู้ในบางอย่างนั้นวิธีการที่ง่ายและเร็วที่สุดคือการ ท่องจำ

ลองทบทวนความจำของท่านดูซิว่า สิบสองคูณเก้าเป็นเท่าไร? บางท่านได้คำตอบทันที นั่นมาจากการท่องจำ…

ความแตกต่างของการท่องจำกับการจดจำ

“การท่องจำ” กับ “การจดจำ” นั้นคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนกัน เพราะการท่องจำจะสามารถทวนคำที่จำได้ครบถ้วนแบบคล่องปาก แต่การจดจำเป็นการระลึกได้จากความทรงจำ ไม่ต้องมีสภาพของความคล่องปากและความเป็นอัตโนมัติ และอาจไม่สามารถทวนซ้ำด้วยวาจาได้อีกเหมือนเดิมอีกครั้ง แต่การท่องจำจะทวนซ้ำคำเดิมด้วยปากเปล่าได้เหมือนเดิมทุกครั้งไป อย่างไรก็ตามทั้งการท่องจำและการจดจำใช้พื้นฐานของการทำงานของสมองเหมือนกัน คนสมองดีจำได้ดี ทั้งการท่องจำและการจดจำ

สำหรับผู้เรียนบางคนที่ ไม่สามารถจะเข้าใจในเนื้อหาบางเรื่องในเวลาที่เรียนขณะนั้นได้ การท่องจำให้เกิดเป็นระบบการตอบสนองอัตโนมัติติดตัว จึงเป็นหนทางของการเรียนรู้ในขณะนั้นได้ และเมื่อเวลาผ่านไปผู้เรียนมีวุฒิภาวะพร้อม อาจกลับมาเข้าใจเนื้อหาที่ครั้งหนึ่งไม่สามารถเข้าใจได้อีกด้วย เพราะเขาจดจำสิ่งที่ท่องจำไว้ได้

ประโยชน์ ของการท่องจำ

การเรียนในบางสาขาวิชายังมีความจำเป็นต้องท่องจำอยู่มาก ผู้เรียนบางท่านไม่อาจเข้าใจได้หรืออาจไม่ทราบความหมายที่เรียนในขณะเรียน แต่จำเป็นต้องเรียนในเนื้อหานั้น การใช้วิธีท่องจำจึงเป็นวิธีการเรียนที่ดีที่สุดสำหรับเนื้อหานั้น โดยเฉพาะเนื้อหาประเภทที่ต้องใช้ความจำ เช่น กฎหมาย สูตรทางวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ และภาษา เป็นต้น ผู้เรียนต้องท่องจำไว้ก่อนเพื่อการสอบ

การสวดมนต์ เป็นภาษาบาลี ก็เป็นการท่องจำ ส่วนมากแล้วนักเรียนสวดมนต์เป็นภาษาบาลีโดยไม่รู้ความหมาย การอาราธนาศีล การรับศีล แม้ชาวพุทธเองส่วนหนึ่งก็ไม่รู้ความหมาย แต่สามารถท่องได้ จำได้หรือบางทีแปลเป็นภาษาไทยแล้วก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีเพราะวุฒิภาวะยังไม่ ถึงที่จะเข้าใจได้ แต่สามารถท่องจำได้

อุทาหรณ์

ขอยกอุทาหรณ์เด็กอายุ 5 ขวบ คนหนึ่งสามารถท่องศีล 5 ได้ถูกต้อง แต่ไม่รู้ความหมายที่ท่อง ถึงแม้จะแปลเป็นภาษาไทยในแต่ละข้อแล้วก็ยังไม่เข้าใจได้ครบทุกข้อ เช่น ศีล ข้อที่ 3 นั้น เด็ก 5 ขวบไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร และเชื่อว่าถึงจะมีครูที่เก่งขนาดไหนจะมาอธิบายอย่างไรก็ไม่เข้าใจ ต้องรอเวลาให้เขามีวุฒิภาวะ หรือโตพอจะเข้าใจเรื่องเพศ เรื่องกามารมณ์เสียก่อน เพราะเด็กวัยนั้นยังไม่มีวุฒิภาวะเรื่องนี้ แต่พอถึงเวลาที่เขามีวุฒิภาวะแล้ว เขาก็จะเข้าใจและก็ยังจำได้เพราะมีการท่องจำจนคล่องปาก มีการตอบสนองอย่างอัตโนมัติเมื่อมีการรับศีล เขาจะว่าตามได้อย่างถูกต้องและเข้าใจครบทุกข้อ

จากอุทาหรณ์เด็ก 5 ขวบดังกล่าว พอจะอธิบายได้ว่า การเรียนรู้บางเรื่อง บางเนื้อหานั้น ไม่สามารถทำให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างทันทีทันใดได้ การให้ท่องจำไว้ก่อน รอวันที่ผู้เรียนจะพร้อมที่เรียนรู้ได้นั้น ถือว่าเป็นประโยชน์ของการเรียนแบบท่องจำอีกเช่นกัน

สรุป

การท่องจำเป็นการฝึกสมองทำให้สามารถระลึกได้อย่างเร็ว มีการตอบสนองอย่างเป็นอัตโนมัติ การสอนให้ไม่ต้องจดจำเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ผู้ที่เป็นครูของครู หมายถึง คณาจารย์ในคณะศึกษาศาสตร์ หรือ คณะครุศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ต้องเพิ่มการเอาใจใส่ให้นักศึกษาที่จะจบไปป็นครูได้เข้าใจในเรื่องของความจำ ให้ถูกต้อง และสั่งสอนวิธีการที่จะส่งเสริมให้มีกระบวนการสอนที่เสริมสร้างความจำให้กับ นักเรียน “เพราะนักศึกษาที่จบไปเป็นครูหรือครูประจำการในโรงเรียนจำไม่ได้ว่าท่านสอน อะไรไปบ้าง”…

ให้เด็กรุ่นใหม่กลับมาท่องอาขยาน และอ่านนิทานร้อยบรรทัดกันดีกว่า อาจช่วยยกระดับความสามารถในการจำให้กับประชาชนได้ เพราะทุกวันนี้ดูเหมือนว่าประชาชนคนไทยมักไม่ค่อยจะจดจำสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และมีทัศนะที่ไม่ชอบจะจดจำเสียด้วย จึงมักได้ยินคำว่า “เจ็บแล้วไม่จำ” อยู่บ่อยๆ

Tags: ·

เรียนคณิตศาสตร์ ให้รู้เรื่อง

2010/09/27 by · No Comments · Uncategorized

ติวคณิตศาสตร์ออนไลน์

คนจำนวนไม่น้อยเมื่อได้ยินคำว่าคณิตศาสตร์ มักจะนึกถึงตัวเลขที่ยุ่งยาก หรือสูตรคำนวนที่น่าเบื่อ บ้างก็ส่ายหน้าไม่อยากพูดถึง บ้างก็บอกว่าเป็นอะไรที่ไม่อยากเข้าใกล้ แต่อย่างไรก็ตาม ในเมื่อน้องๆนักเรียน ม.ปลายทุกคน จำเป็นต้องสอบแอดมิชชั่นแล้ว จึงไม่มีใครหนีไปไกลจากคณิตศาสตร์ได้เลย

ส่วนใหญ่คนที่บอกว่าตัวเองไม่รู่เรื่องวิชาคณิตศาสตร์ อึ้งเวลาเจอโจทย์ ทำโจทย์ไม่เป็น จะมาจากการเรียนที่ผิดวิธีครับ หากไม่เข้าใจส่วนไหนของวิชาคณิตศาสตร์ ให้ลองถามตัวเองว่า เราเข้าข่ายข้อใดต่อไปนี้บ้าง

(1) ไม่ตั้งใจเรียน
(2) ไม่เก็ทในสิ่งที่อาจารย์สอนเลยสักนิด
(3) หลับในห้องเรียน
(4) เข้าใจตัวอย่างที่อาจารย์สอน แต่พอมาทำโจทย์เอง ก็ทำไม่ได้ ไม่รู้ทำไม
(5) ตอนเรียนอาจจะรู้เรื่อง แต่พอจบคาบแล้ว ก็คืนความรู้ให้อาจารย์ไปหมด

หากเข้าข่ายหลาย หรือถึงขั้นครบทุกข้อ ก็หมายความว่า วิธีการเรียนของตัวเองนั้น ยังไม่ใช้วิธีที่ถูกนัก วิธีแก้ก็คือให้ดูว่าเราขาดตรงไหน แล้วแก้ตรงนั้น จะเป็นวิธีแก้ที่ง่ายที่สุด ทีนี้พอเริ่มจะเข้าใจในบทเรียนแล้ว การจะทำคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ได้ดีหรือไม่ดี มันก็ขึ้นอยู่กับชั่วโมงบินของเราด้วย ซึ่งก็คือการได้ลองทำโจทย์ดูด้วยตัวเอง ไม่ใช่ว่านั่งดูอาจารย์แสดงให้ดูบนกระดานอย่างเดียว ยิ่งเราทำโจทย์ที่เยอะและหลากหลาย จะยิ่งได้เปรียบ เพราะการคำนวน ความแม่นยำในการทำโจทย์นั้น ดูอย่างเดียว ไม่ได้มาแน่ๆ

ให้ดาว์นโหลดข้อสอบเก่ามาลองทำดู ข้อไหนทำไม่ได้ก็ลองไปเปิดดูเฉลย หรือดูพวกเวบ ติวคณิตศาสตร์ออนไลน์ ก็ได้ นอกจากนั้น การทำโจทย์โดยจำวิธีทำเป็นรูปแบบตายตัว ก็สามารถทำได้บ้าง แต่ถ้าเจอโจทย์พลิกแพลง ยิ่งโดยเฉพาะเวลาไปเจอในสนามสอบจริง ก็มักจะทำพลาดไปเสมอๆ

คณิตศาสตร์นั้นต้องมองภาพกว้างก่อนว่า ความรู้ในแต่ละบทนั้น สามารถเอาตรงไหน ส่วนไหน ไปแก้ปัญหาโจทย์ข้อนี้ได้บ้าง ทำไมถึงใช้ความรู้บทนี้ สูตรนี้ เชื่อมโยงกันแบบนี้ ทำได้ถึงตรงนี้แล้ว โจทย์ยากแค่ไหน ก็ไม่เกินความสามารถแล้วครับ

Tags: